Copyright © 2003-2009
By Suthep Sangvirotjanaphat
  Mobile: 089-967-2200, 081-915-7816
Phone: 0-2992-4877   Fax: 0-2992-4878
Fast Contact Us
^
%
.

GreatFriends.Biz Community

Custom Search
 MESSAGE #108823 (อ่าน 2,042 ครั้ง)

ประเด็น: การพัฒนาระบบ ERP กับเทคโนโลยี .Net -> ท่านใดมีประสบการ์ณ เชิญครับ

Tags: Web, C#, .NET 2, .NET 3.5, VS 2005, VS 2008, Oracle, SQL Server 2005, Crystal Report, Coding, Article

สวัสดีครับ ชาว GF ทุกท่าน

 
             ผมมีประเด็นใหม่จะเปิดหัวข้อสอบถามและหาความรู้จากท่านที่มีประสบการณ์ในระบบ ERP หน่อยครับ กล่าวคือ ทางบบริษัทกำลังจะเปิดตัว ERP Package ทำขึ้นมาเพื่อตอบสนองอุตสาหการส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการเปิดตลาดของทางบริษัท
 
             คำถาม คือ ระบบ ERP ที่พัฒนาขึ้นมาเอง โดยใช้ .Net นั้น เหมาะสม หรือไม่ มีความยืดหยุ่น หรือข้อดี ข้อเสีย อย่างไร ช่วยนำเสนอหรือบอกเล่าประสบการณ์ด้วยครับ แต่เท่าที่ตัวเองเคยได้ยินมา ว่าพัฒนาโดยใช้ .Net(C#) + Oracle........ ท่านใดมีประสบการณ์ แชร์ให้ฟังด้วยครับ
 
 
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
Leo Van Messi : ขอให้ GF จงเจริญครับ


Leo Van Messi วันที่ส่ง: 18 มิ.ย. 52 20:12 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 31 ต.ค. 52 08:39 GMT+7
REPLY #1 (108897)

คุณจะพัฒนาเป็น Total Solution หรือเป็น Module Integration ครับ

หรือจะเป็นทั้งสองกรณี



Nine (นาย) วันที่ส่ง: 19 มิ.ย. 52 13:03 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 19 มิ.ย. 52 13:03 GMT+7
REPLY #2 (108910)

ตาม Policy นั้นจะทำ ครบวงจรเป็น Total Solution มาก่อนครับ แต่อย่างไรเสีย ก็อต้องมีทั้ง ที่ทำ Integration ด้วยครับ

คุณ นายพอจะมีประสบการ์ณหรือข้อเสนอแนะผม ยินดีครับ ......
 
ขอบคุณล่วงหน้าครับผม


Leo Van Messi วันที่ส่ง: 19 มิ.ย. 52 17:00 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 19 มิ.ย. 52 17:00 GMT+7
REPLY #3 (108911)

มัน fix เฉพาะ Oracle Database เท่านั้นเหรอครับ แต่ผมเคยใช้งาน ERP ของโปรแกรมจัดการบริหารสถานบริการลูกค้านะครับ ใช้ C# ที่ .Net 2.0 มันต้องมีข้อดีที่ว่ามันครบคลุมดีแต่ปัญหาคือถ้าเราเป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ requirement บางอยากเป็นสิ่งที่ระบบสมควรต้องมีแต่คุณไม่มี ก็ควรจะพัฒนาเป็น version ถัดไปให้เราใช้งานฟรีไม้ใช่มาเก็บเงินกับลูกค้า

 
ยกตัวอย่างนะครับ program ที่ผมซื้อมานั้นเป็น Window Application มักจะมีปัญหาเวลา update version ที่ต้องไปลงทีละเครื่อง เลยบอกให้เขาลองใช้งาน Click One Deploy ดูสิครับเพราะมันสมควรจะใช้งานเมื่อโปรแกรมของคุณเป็น Window Application แต่เขาพัฒนาเสร็จเรียบร้อยจะมาคิดเงินผมเพื่อ update version นี้ให้ ทำเอาผมอารมณ์เสียเลยครับ


sawet14 วันที่ส่ง: 19 มิ.ย. 52 17:41 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 19 มิ.ย. 52 17:41 GMT+7
REPLY #4 (108913)
ขอบคุณ คุณ sawet14 มากครับ เป็นอีกข้อแนะนำที่มีประโยชน์มากครับ


Leo Van Messi วันที่ส่ง: 19 มิ.ย. 52 18:56 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 19 มิ.ย. 52 18:56 GMT+7
REPLY #5 (108938)

คิดถึงเรื่องการผูกติด Technology ใด ๆ กับ product ของคุณมาก ๆ ก็ไม่ดีนะครับ

เพราะจะลดตัวเลือกของลูกค้าลง  เช่นลูกค้าต้องการใช้ SQL Server เพราะไม่มีเงินซื้อ Oracle เพราะแพงแสนแพง
 
ส่วนลูกค้าที่ใช้ Oracle อยู่แล้วผมว่าเขาคงใช้ SAP ไปแล้วก็ได้ครับ เพราะน่าจะมีเงินลงทุนสูงพอ
 
และระบบ ERP อยากให้มองถึง ด้าน Architecture ด้วย เพราะระบบต้องออกแบบมาดี และยืดหยุ่นสูงมาก
ยิ่งในส่วนของ Business ด้วยแล้ว อย่างระบบ Workflow ของงาน, การใช้สูตรการคำนวนต่าง ๆ, การออก report
 
อีกเรื่องส่วนของ การออกแบบ Module Integration เพิ่มส่วนนี้อาจจะทำให้เป็นตัวเลือกได้อีก
เพราะ Total Solution มักขายออกยากกว่า
 
มาสรุปว่า .NET ไม่มีข้อไหนที่จะบอกว่าทำ ERP แล้วไม่ไปรอด ด้าน Tecnology โอกาสสำเร็จมีสูงครับ
 


Nine (นาย) วันที่ส่ง: 21 มิ.ย. 52 01:59 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 21 มิ.ย. 52 01:59 GMT+7
REPLY #6 (108943)

นานะทรรศนะ มีสาระมากครับ ขอบคุณ คุณนายและทุก ๆ ท่านมากครับ พอจะมองภาพและเห็น Idea บ้างแล้วครับ

 
ฝากต่อยอดนึงครับ : การเลือก Trend หรือ Base on Application แบบใหนครับ ที่นิยมกับ ERP เป็น Win หรือ Web ครับผม
ท่านผู้รู้หรือเคยผ่านงานมาแนะนำด้วยครับ.............
 
ขอบคุณ GF มากครับ


Leo Van Messi วันที่ส่ง: 21 มิ.ย. 52 11:40 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 21 มิ.ย. 52 11:40 GMT+7
REPLY #7 (108948)

ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเรื่อง ERP ยังไม่เคยพัฒนา แต่ศึกษามาบ้างพอสมควร

 
เรื่อง Technology ผมมองว่า คุณอาจจะต้องมีทั้ง  Web Based, Windows Based เลยก็ได้ครับ
หากอาจจะช่วยพวก Sales ขายของด้วยก็ต้อง Mobile Based  ทำงานกับ CRM เป็นต้น
 
และที่ต้องคิดให้ดีคือ module พวกนี้ integrate กันยังไง ออกแบบเป็น Application Server แยกออกจากกันแต่ละระบบ
แต่เวลาขอข้อมูลต่าง ๆ จากแต่ละ module ทำอย่างไร เป็นต้น
 
 
ผมมองภาพใหญ่ ข้อจำกัดของ ERP ส่วนมากที่ดูมานะครับ (ยังไม่มีข้อมูลลึก ๆ ของ SAP)
 
1. แพง โดยราคาค่าตัว ทั้ง software license + server infrastructure
2. เอามาใช้งานในองค์กร ต้องจ้าง implementer จ้าง dev มาทำงาน ก็แพงเข้าไปอีก
3. จะปรับ process ให้ยืดหยุ่นด้วย user เอง ทั้ง wokflow, formular ต่าง ๆ เพื่อให้ทันสมัยกับธุรกิจที่ต้องแข่งขันในปัจจุบัน ก็ไม่สามารถทำได้โดยง่าย
    ต้องจ้าง impt/ dev เข้ามาอีก 
4. เรื่อง Organization ของแต่ละองค์กร มีความแตกต่างกันและซับซ้อน ซึ่ง ERP มักจะมีปัญหา กลายเป็นว่า องค์กรต้องปรับโครงสร้างเพื่อใช้ SW นี่ก็คงไม่ไหว
5.   การนำ Data ที่มีอยู่แล้ว เข้าระบบ เครื่องมือไม่ดีพอก็เกิดปัญหา เกิดการจ้างงานเพิ่มเติม
6.  ระบบ ERMS Electronics Record Management System  หลาย ๆ ค่าย ไม่ค่อยได้เรื่อง
7.  Security การจัดการระบบ user จัดการ กลุ่ม จัดการ level, permission ต้องออกแบบให้สอดคล้องกันทั้งหมด
8.  Data warehouse , DSS ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทำงานด้วยตัวเอง ไปพึ่งพากับ Database Feature เสียมากอาจทำให้เกิดการผูกขาด
9. .... พอก่อนดีกว่า
 
 
.....  นานาปัญหาครับ เยอะเลย
ส่วนใหญ่ปัญหาจะเรื่อง Flexibility ของระบบมากที่สุด  ทั้งส่วน Business, User และรวมถึงตัว System เองด้วย
รองมาก็ Usability เป็นมิตรกับ user ใช้งานง่าย
 
อันนี้เป็นทัศนะคติส่วนตัวที่มองภาพ ERP ในปัจจุบัน ครับ
 
 


Nine (นาย) วันที่ส่ง: 21 มิ.ย. 52 13:11 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 21 มิ.ย. 52 13:11 GMT+7
REPLY #8 (109081)

มีประโยชน์มากครับผม.......ซึ้งใจคุณนายทมากครับ สำหรับทรรศนะและมุมมองส่วนตัวครับ !

 
ถ้ามองถึงเรื่องการ Initial Projects ตั้งแต่ต้น พร้อมกับทีมพัฒนานั้น ควรจะใช้กี่ทีม และทรัพยากรเท่าไหร่ดีครับ จึงจะเหมาะสมกับ SDLC ครับ?
 
 
ขอบคุณ คุณนายและ GF ครับ
Leo Van Messi : ขอให้ GF จงเจริญ


Leo Van Messi วันที่ส่ง: 23 มิ.ย. 52 17:58 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 23 มิ.ย. 52 17:58 GMT+7
REPLY #9 (109146)
พูด ถึง ERP  หมายถึงเรากำลังพูดถึง  ระบบหลักขององค์กร แต่ละแผนกนะครับ
 
จะตั้งทีมทำขึ้นมาพร้อม ๆ กันทั้งหมด ผมคิดว่า บ. คุณคงต้องลงทุนแพงมาก ๆ
แนะนำให้ออกแบบโครงสร้าง แต่ละ module ไว้ก่อนทั้งหมด
ลักษณะของ activity ใน ธุรกิจนั้น ๆ มีการดำเนินงานยังไง ข้อมูลเข้าออก กลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ทุกอย่างล้วนต้องมองให้เห้นภาพทั้งหมด
แล้วค่อยดูจากกำลังของ บ. คุณ และความพร้อมในการจะพัฒนาแต่ละ module ครับ
 
ถ้าตกไป หรือยังไม่เห้นภาพปัญหาทั้งหมด เนื่องจากขาดคนที่มีประสบการณ์สูง ๆ มาคอยวางระบบตั้งแต่แรก (ไม่ใช่แค่คนเดียว) 
คุณก็ต้องออกแบบให้ระบบยืดหยุ่นให้มากที่สุด เพื่อ change แล้วไม่ตายหมู่ ครับ
 
หลาย ๆ ERP ที่เกิดใหม่ ก็เลยเลือกที่จะทำแยก module กับไปเลย
เวลาจะ integrate กันทีนึงค่อยมาดูกันอีกที ..... เลยสู้ SAP ไม่ได้ซักราย
 
 
ผมรื้อ SAP มาดูคร่าว ๆ ที่เขายืดหยุ่นเพราะเขามี SDK นั่นเองครับ
ERP ของเขามิใช้ Total Solution ขายแล้วใช้ แต่เป็นแค่ Framework เท่านั้น   
ซึ่งยังมีส่วนอื่น ๆ ที่มา plug เข้ากับ ERP ไม่ว่าจะ SCM, CRM, PLM, SRM
 
หากคุณทำระบบออกมาก็ต้องเน้นว่า ธุรกิจทุกแห่งล้วนแตกต่างกัน แม้จะธุรกิจเดียวกัน  นี่คือ Challenge ของ ERP ครับ


Nine (นาย) วันที่ส่ง: 24 มิ.ย. 52 16:55 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 24 มิ.ย. 52 16:55 GMT+7
REPLY #10 (109165)

เป็นประโยชน์สูงสุดเลยครับ คุณนาย ตอนนี้ผมหยิบ Idea ส่วนหนึ่งไปคุยกับ PM จากนั้น ตอนนี้เราก็ถกกันเรื่องของ

 
Impact Analysis และ ROI ครับ ว่าตรงกับ นโยบายของบริษัทหรือเปล่า ...............ยังไงขอบคุณ ความรู้ เกร็ดเล็ก ๆ น้อยที่เอามาฝากกันครับ
 
สำหรับท่านใดที่เคย Develop and Implement แล้ว จะมาต่อยอด หรือ บอกเล่าเก้าสิบ ยินดีครับ
 
ขอบคุณ คุณนายมาก
 
Leo Van Messi : ขอให้ GF จงเจริญ


Leo Van Messi วันที่ส่ง: 25 มิ.ย. 52 00:15 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 25 มิ.ย. 52 00:15 GMT+7
REPLY #11 (109228)
ต้องขออนุญาตเจ้าของกระทู้ คุณ Leo Van Messi
เผื่อมีใครเข้ามาอ่าน อยากรู้ว่า ERP คืออะไร  เลยขอยกนิยามมาจาก wiki thai ครับ
 

การบริหารทรัพยากรขององค์กร (Enterprise Resource Planning ย่อ ERP) หมายถึง การบริหารจัดการภายในองค์กร เนื่องจากมีการแข่งขันกันที่สูง องค์กรต่างๆจึงต้องมีการพัฒนากระบวนการและข้อมูลทั้งหมด ในองค์กร เพื่อที่จะได้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น โดยจะมีการนำอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยตรง โดยการผลิตตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะมีการติดต่อระหว่างสายการผลิตไปจนถึงช่องทางจำหน่ายทั้งนี้เพื่อที่จะลดขั้นตอนใน Supply Chain จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต ซึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการการผลิตดังนี้

  • การพัฒนารูปแบบของการดำเนินงานในโรงงาน
    • โดยจะมีการนำเอา e-Manufacturing เข้ามาใช้ในโรงงานนั้นจะช่วยในเรื่องของการผลิตสินค้าเพื่อเก็บไว้ในคงคลัง, จัดมาตรฐานของหน้าบ้าน และการจัดการบำรุงรักษาเครื่องจักร มีประสิทธิภาพขึ้น ดังนี้
  • การนำเอาอินเทอร์เน็ตมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

อินเทอร์เน็ตนั้นได้เข้ามามีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้า ผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อของได้เพียงปลายนิ้วคลิก และยังสามารถเลือกรูปแบบตามความต้องการได้ นอกจากเป็นเครื่องมือในการซื้อและแหล่งข้อมูลที่สำคัญ แล้วนั้นยังทำให้ธุรกิจนั้นเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วด้วย สำหรับผู้ผลิตแล้วการที่มี e-Business อย่างเดียวนั้นคงจะไม่สามารถทำงานได้ดีหากปราศจากโซ่อุปทานที่เป็นมืออาชีพและสินค้าที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อที่จะผลิตสินค้าให้เป็นที่พอใจของลูกค้า การที่มีสินค้าเพียงเก็บไว้ในคงคลังนั้นคงไม่พอแล้ว สำหรับตลาดที่มีการแข่งขันสูงในตอนนี้

  • กลยุทธ์ในการนำความขัดแย้งออกจากวิสาหกิจ

ลักษณะของกลยุทธ์ทาง e-Manufacturing เป็นอย่างไร ลองดูเรื่องสั้นนี้ที่จะช่วยให้มีความเข้าใจมากขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของลิมิตสวิตช์ (Limit Switch) ซึ่งเป็นเพียงแค่สวิตช์ปิดเปิดธรรมดาที่มีแขนยื่นออกมา ตัวลิมิตสวิตช์ จะอยู่ติดบนสายพาน ในแต่ละครั้งที่วัตถุมาบนสายพาน มันจะผลักตัวแขนออกไปทางหนึ่งซึ่งหมายถึงสวิตช์กำลัง เปิด อยู่ และเมื่อกล่องผ่านไปตัวแทนก็จะตีกลับมาที่เดิม


ประวัติ

แนวคิด ERP เริ่มในยุคปี ค.ศ. 1990 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จุดกำเนิดเริ่มแรกของ ERP มาจากแนวคิดของการพัฒนาระบบการบริหารการผลิตรวม (Material Requirement Resource Planning / Manufacturing Resource Planning, MRP System) ของอุตสาหกรรมการผลิตในอเมริกา โดยคำว่า ERP และแนวคิดของ ERP นั้นก็พัฒนามาจาก MRP ในที่นี้จะทำการอธิบาย ความเป็นมาของ MRP โดยย่อว่ามีความเป็นมาอย่างไร และทำไมจึงพัฒนามาเป็น ERP ได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าใจความหมายของ ERP ได้ดียิ่งขึ้น และตัวแนวคิด ERP เองก็ยังมีวิวัฒนาการอยู่ จาก ERP ก็จะเป็น Extended ERP และจะพัฒนาไปเป็น Next Generation ERP ต่อไปในอนาคต

    2.1 กำเนิดของ MRP แนวคิดMRPเกิดขึ้นครั้งแรกที่อเมริกาในยุคต้นของ ทศวรรษ 1960 ในช่วงแรก MRP ย่อมาจาก Material Requirement Planning (การวางแผนความต้องการวัสดุ) เป็นวิธีการในการหาชนิดและจำนวนวัสดุที่ต้องใช้ในการผลิตตามตารางเวลาและจำนวนสินค้าที่ได้วางแผนโดย MPS (Master Production Schedule)

    2.2 Closed Loop MRP ย่างเข้ายุคปี ค.ศ. 1970 MRP ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถในการป้อนกลับข้อมูลการผลิตจริงใน shop floor นอกจากนั้นยังเพิ่มแนวคิดเรื่อง การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirement Planning)

    2.3 การพัฒนาไปสู่ MRP II จากความสำเร็จของ Closed Loop MRP ก็เกิดการพัฒนาต่อยอดขึ้นเป็น MRP II ในยุคปี ค.ศ. 1980 (โดย MRP ใหม่นี้ย่อมาจาก Manufacturing Resource Planning) ซึ่งได้รวมการวางแผนและบริหารทรัพยากรการผลิตอื่นๆ นอกจากการวางแผนและควบคุมกำลังการผลิต และวัตถุดิบการผลิต เข้าไปในระบบด้วย

    2.4 จาก MRP II ไปเป็น ERP MRP II เป็นแนวคิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ERP ได้ขยายแนวคิดของ MRP II ให้สามารถใช้ได้ทั้งองค์กรของธุรกิจที่หลากหลาย โดยการรวมระบบงานหลักทุกอย่างในองค์กรเข้ามาเป็นระบบเดียวกัน
 

คำจำกัดความ

การวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) เป็นการนำระบบงานทุกอย่างในองค์กรมาทำการเชื่อมโยงเข้าด้วยกันและมีการนำข้อมูลจากทุกแผนกงานต่างๆนั้นนำมาใช้ร่วมกันเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีผู้ที่ได้ให้ความหมายหรือคำนิยามเกี่ยวกับการวางแผนทรัพยากร องค์กรไว้ดังต่อไปนี้

การวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) โดยการมุ่งเน้นที่จะปรับปรุงระบบการดำเนินงานและการพัฒนาบุคลากรขององค์กร เพื่อให้องค์กรมีขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นการผสานกลยุทธ์ทางธุรกิจ เทคโนโลยี และบุคลากรเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน (ธงชัย สันติวงษ์ ,http://www.nationejobs.com/ask/guru_t2_thai.asp?askno=1066)

วิธีการที่องค์กรนำมาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะนำมาสู่การจัดการที่จะให้เกิดมูลค่าสูงสุด (Value Chain) ในองค์กรโดยจะมีการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อใช้ในองค์กรทั้งหมด ดังนั้นจึงทำให้หน่วยงานทุกหน่วยงานในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลอันเดียวกันได้ อาทิเช่น คำสั่งซื้อ (Sales Order) ที่เกิดขึ้นมาหนึ่งคำสั่งจะมีผลต่อหน่วยงานอื่นๆโดยอัตโนมัติอาทิเช่น โรงงาน (Manufacturing) , คลังสั่งซื้อ (Inventory) , จัดซื้อ (Procurement) , อินวอยซ์ (Invoice) , ลงบัญชี (Financial ledger) เป็นต้น (http://www.IeaTth.com/Csgroup)

ทุกสิ่งทุกอย่างภายในองค์กรที่ทำให้เกิดผลผลิตขององค์กรได้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในสิ่งที่เราทำได้ เช่น การบริการ, การผลิต ที่เราจะเข้าไปแปรสภาพให้ได้มูลค่าเพิ่ม และเราจะจัดการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) นี้อย่างไรนั่นเอง การวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) นี้จำเป็นจะต้องเชื่อมโยงกับซอฟต์แวร์ เพื่อให้การเชื่อมโยงสามารถนำไปจัดการกระบวนการต่างๆ ได้ เช่น เพื่อซื้อวัตถุดิบเข้ามา, การรับคำสั่งของลูกค้าให้ถูกต้อง, ส่งมอบสินค้าในเวลาที่ต้องการ ฯลฯ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะต้องนำคิดเป็นต้นทุน จัดทำเป็นบัญชี โดยการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ เชื่อมโยงกันทั้งองค์กร และเป็นข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ และประสานกันเป็นหนึ่งนั่นเอง (ปรีชา พันธุมสินชัย , 2547)

ระบบสารสนเทศในองค์กรวิสาหกิจที่สามารถบูรณาการ (Integrate) รวมงานหลัก (core business process) ต่างๆในบริษัททั้งหมด ได้แก่ การจัดซื้อจัดจ้าง,การผลิต,การขาย,การบัญชี และการบริหารบุคคล เข้าด้วยกันเป็นระบบที่สัมพันธ์กันและสามารถเชื่อมโยงกันอย่างทันทีทันใด (real time) (อิทธิ ฤทธาภรณ์ และ กฤษดา วิศวธีรานนท์, 2547:7)
 

รูปแบบ

ERP (Enterprise Resource Planning) สามารถจัดการ Transaction Cycle ได้หมดดังนี้

- Expenditure

- Conversion

- Revenue

- Financial

ERP เป็น Software ที่ใช้ในการ Manage ได้ทั้งองค์กร โดยที่มี common Database เก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ที่เดียวกัน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนของข้อมูล ทำให้มีประสิทธิภาพ มีการ Share ข้อมูลสูงสุด โดยแต่ละส่วนสามารถดึงข้อมูลส่วนกลางที่ตัวเองสนใจมาวิเคราะห์ได้ และ สามารถที่จะ Integrate ได้หมดไม่ว่าจะเป็น Marketing Manufacturing Accounting และ Staffing

ก่อนที่จะมีระบบ ERP นั้น เดิมในวงการอุตสาหกรรมประมาณช่วงทศวรรษ 1960 ได้มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตทางด้านการคำนวณความต้องการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต หรือที่เรียกเป็นทางการว่าระบบ Material Requirement Planning ( MRP ) ก็คือเราจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารและจัดการในส่วนของวัตถุดิบหรือ Material ที่ใช้ในการผลิตเท่านั้น ต่อมาในช่วงประมาณทศวรรษ 1970 ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นจึงมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตในด้านของเครื่องจักร ( Machine ) และส่วนของเรื่องการเงิน ( Money ) นอกเหนือไปจากส่วนของวัตถุดิบ ซึ่งเราจะเรียกระบบงานเช่นนี้ว่า Manufacturing Resource Planning ( MRP II )

จากจุดนี้เราพอจะมองเห็นภาพคร่าวๆ ของการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารงานในอุตสาหกรรมได้ ดังที่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการหลายท่านได้กล่าวไว้ว่า ระบบ MRP นั้นจะเข้ามาช่วยในการจัดการทางด้าน Material ส่วนระบบ MRP II นั้นจะเข้ามาช่วยในการจัดการใน M อีกสองตัวนอกเหนือจาก Material ก็คือ Machine และ Money ซึ่งระบบ MRP II ที่ชื่อ TIMS ของประเทศนิวซีแลนด์ จะมีเมนูหลักของ Module 3 Modules หลักด้วยกันคือ Financial Accounting , Distribution และ Manufacturing และใน Module ของ Manufacturing จะมีส่วนของ MRP รวมอยู่ด้วย

จะเห็นได้ว่าในการนำเอาระบบ MRP II เข้ามาช่วยในองค์กรหนึ่งๆ นั้น จะยังไม่สามารถซัพพอร์ตการทำงานทั้งหมดในองค์กรได้ นี่จึงเป็นที่มาของระบบ ERP ซึ่งจะรวมเอาส่วนของ M ตัวสุดท้ายก็คือ Manpower เข้าไปไว้ในส่วนของระบบงานที่เรียกตัวเองว่า ERP นั่นเอง ดังนั้นระบบ ERP จึงเป็นระบบที่ใช้ในการบริหารงานทรัพยากรทั้งหมดในองค์กร ( Enterprise Wide ) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบ ERP จะเป็นระบบที่ใช้ในการจัดการ 4 M ซึ่งจะประกอบไปด้วย Material , Machine , Money และ Manpower นั่นเอง ดังนั้นถ้าเราเข้าไปดูที่เมนูหลักของระบบ ERP เราจะพบว่ามีเมนูของทั้ง MRP และ MRP II รวมอยู่ด้วยเพราะ ERP มีต้นกำเนิดมาจากระบบ MRP และ MRP II นั่นเอง
 

ERP จะเน้นให้ทำ Business Reengineering เพื่อปรับปรุงระบบให้เข้ากับ ERP ซึ่งจะแบ่ง Function Area เป็น 4 ส่วนหลักๆ คือ

1. Marketing Sales

2. Production And Materials Management

3. Accounting And Finance

4. Human Resource

 

แต่ละส่วนจะมี Business Process อยู่ในนั้น ซึ่งจะมีหลาย Business Activity มาประกอบกัน เช่น activity การออก Invoice เป็น Activity แต่ละ Activity จะไปต่อเนื่องกันหลายๆอันออกไปจนกลายเป็น Process ที่เรียกว่า “Computer Order management” ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับ Functional Area ที่เรียกว่า “Marketing And Sale” Concept หลักๆของ ERP คือ เอาทุกข้อมูลของแต่ละแผนกมา Integrate กัน เพื่อ Share ข้อมูลกัน
 
 
 
 


Nine (นาย) วันที่ส่ง: 25 มิ.ย. 52 20:19 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 25 มิ.ย. 52 20:19 GMT+7
REPLY #12 (115972)
สวัสดีครับ คุณ Leo Van Messi ไม่ทราบว่า มีการดำเนินการพัฒนาไปถึงไหนแล้วครับ รบกวนขอเบอร์ติดต่อได้ไหมครับ ต้องการจะปรึกษาเกี่ยวกับตัว ERP น่ะครับ ติดต่อมาทางอีเมล์ผมก็ได้นะครับที่ ensecoz at gmail dot com ขอบคุณครับ ขอบคุณ Nine สำหรับความรู้เพิ่มเติมด้วยนะครับ


ensecoz วันที่ส่ง: 31 ต.ค. 52 01:42 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 31 ต.ค. 52 01:42 GMT+7
REPLY #13 (115974)

ส่วนตัวนะครับ

 
การจะซื้อทั้ง ระบบ เลย ผมมองว่ายากครับ ราคาสูงแน่นอน ความน่าเชื่อถือของบริษัท
ส่วนใหญ่แล้วทุกบริษัท ร่วมทั้ง บริษัทที่ผมทำอยู่ จะมีระบบที่ใช้งานอยู่แล้ว
ถ้าจะซื้อ ก็ต้อง Integration กับระบบเก่าได้ครับ
 
ล่าสุดเพิ่งลง sap b1 ไปใช้งาน
 
ติดปัญหาเรื่อง service mind มากๆ  ก่อนซื้อบอกได้ทุกอย่าง ทำโน้น ทำนี้ ได้หมด ไม่มีปัญหา
 
พอใช้งานจริง บ้างจุดกับไม่เป็นอย่างที่พูด จะให้แก้ไข ก็ต้องเสียเงิน
 
รายงานมีเป็น 100 report ใช้งานจริงได้ไม่กี่ report ครับ
 
เสียค่า MA เป็นปี ปีละหลายๆหมื่น การบริการมีสาย customer serive 20 สาย โทรไปก็ไม่มีคนรับ
รับก็ไม่รู้เรื่อง ฝากเรื่องไว้อยู่ดี โทรเข้ามือถือ ก็ไม่รับ
 
การแก้ไขอะไร เก็บเงินหมด  รายงาน ฟิวล์แสดงไม่ครบ แค่ขยายขนาดฟิวด์ใน report ง่ายๆ ยังคิดเงินเลยครับ
สุดท้ายทำเองเลย เสียความรู้สึกมากๆ
 
ระบบมีปัญหา โทษ server ก่อนเลย --> ตอนซื้อก็เลือกเอง ?
 
ระบบมีปัญหา ใครจะนั่งรอได้
 
สรุปแล้ว
 
ระบบน่าจะมีทั้ง app base , web base ตามความเหมาะสม
 
ความจริงใจกับลูกค้า ระบบทำงานได้แค่ไหน บอกตามความจริง ลูกค้าไม่ได้รู้เรื่องระบบ IT ทุกคน
 
อยากลืม บริการหลังการขาย ลูกค้าจะติดไม่ติด ก็ตรงนี้ครับ
 
 
 
 
 
 
 


kangyut วันที่ส่ง: 31 ต.ค. 52 08:39 GMT+7
วันที่ปรับล่าสุด: 31 ต.ค. 52 08:39 GMT+7
กระทู้นี้มีอายุเกิน 365 วันแล้ว ท่านจะไม่สามารถตอบกระทู้นี้ได้อีก
ถ้าต้องการสนทนาต่อ กรุณาตั้งเป็นกระทู้ใหม่ได้ในหน้าโฮม
และอาจจะอ้างถึงกระทู้นี้ โดยก๊อปปี้ข้อความในกล่องสีขาวด้านล่างไปแปะในกระทู้ใหม่

copy เพื่ออ้างอิงถึงข้อความนี้:
ประเด็น: การพัฒนาระบบ ERP กับเทคโนโลยี .Net -> ท่านใดมีประสบการ์ณ เชิญครับ
http://greatfriends.biz?108823


10 ก.ย. 09:21
Online: 196