|
|
Copyright © 2003-2009 By Suthep Sangvirotjanaphat |
|
|
|
Mobile: 089-967-2200, 081-915-7816 Phone: 0-2992-4877 Fax: 0-2992-4878 Fast Contact Us |
GreatFriends.Biz Community |
Custom Search
|
หลังจากผ่านไปเจ็ดตอน ก็มาถึงกำหนดคลอดเจ้า Web Client Software Factory มาแล้วครับซึ่งเป็นการรวบรวมวิทยายุทธ ในเรื่องต่างๆ มาผสมผสามเข้าด้วยกัน ผ่านทาง Standard Pattern โดยใช้ Object Builder ที่เป็น Core ของ Enterprise Library Block มาใช้เป็นกลไกพื้นฐานเพื่อทำ Dependency Injection อ็อบเจ็กต์ ออกมาในระหว่างรันโปรแกรม (Run Time นะครับ ไม่ใช่ Compile time) ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นวิทยายุทธสุดยากตัวหนึ่งในขณะนี้ (แต่ต่อไปอาจเป็นเรื่องธรรมดา ใครไม่รู้ก็จะ เชย...) สำหรับ Dependency Injection นั้นเป็นการอิมพลีเม้นต์ Inversion of Control (IoC) แต่รายละเอียดของมันเป็นอย่างไรติดตามกันต่อไปนะครับ ก็ต่อไปก็ขอแนะตำตัว Web Client Software Factory เป็นทางการเสียที
แนะนำตัว Web Client Software Factory
หลังจากที่เราได้แนะนำเจ้า Smart Client Software Factory กันมาพอหอมปากหอมคอแล้ว เราก็คงได้คงเห็นรูปร่างหน้าจอของมันพอสมควร ซึ่งมันจะมีความเท่และคลาสสิกพอตัว (ไม่ใช่เก่านะครับ) ส่วนเจ้า Web Client Software Factory นี่ก็คลอดตามเจ้า Smart Client Software Factory มาติด ๆ ก็ไม่กี่เดือน บังเอิญผมไม่ได้จำวันเกิดและเวลาตกฝากไว้ด้วยครับ ก็ต้องขออภัยจริง ๆ ถ้าเปรียบ Smart Client Software Factory เหมือนชายมีความดุดันพอสมควร สำหรับ Web Client Software Factory ก็เหมือนสาว มีความอ่อนหวานปนห้าว ๆ บ้างบางครั้ง แต่ความสวยไม่เบาเลยนะครับ เป็นอย่างไรแค่เกริ่นก็เริ่มสนใจหรือยังครับ
สภาพแวดล้อมการทำงานของ Web Client Software Factory
ก็มาเริ่มกันครับ เอ ในรูปถัดไปนี้คุ้นหน้าคุ้นตาหรือเปล่าครับ ถ้าใครผ่านเจ้า Smart Client Software Factory ก็คงต้องคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้างละครับ สำหรับภาพดังในรูปที่ 3 นี้เป็นเฟรมเวิร์ค ผู้ที่เป็น Architect ก็จะใช้ Web Client Software Factory สร้างโครงสร้างสถาปัตยกรรมพื้นฐาน (Baseline Architecture) สำหรับให้นักพัฒนาใช้งาน ซึ่งนักพัฒนาก็จะนำโครงสร้างพื้นฐานหรือเฟรมเวิร์คดังกล่าวนี้ไปสร้างเว็บแอพพลิเคชันตามลักษณะงานของตนเอง
รูปที่ 1: สภาพแวดล้อมของ Web Client Software Factory
จากรูปนี้จะเห็นว่าโรงงานซอฟต์แวร์นั้น จะมี Patterns & Practices ของ Web Client Software Factory ซึ่งจะมีคำแนะนำที่ใช้ช่วยพัฒนางานอยู่หลายๆ ส่วนด้วยกันคือ
1. รูปแบบการพัฒนางานมาตรฐานและคำแนะนำเชิงปฏิบัติ (Recommendation practices and proven patterns)
2. ตัวอย่างโค้ดที่ใช้งานจริง (Code Guidance)
3. คำแนะนำทางด้านสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ (Architecture Guidance)
4. ส่วนที่ช่วยสร้างโค้ดโดยอัตโนมัติ (Automation)
ซึ่งทีมพัฒนาก็สามารถใช้ส่วนช่วยงานและคำแนะนำต่างๆ ดังกล่าวไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งในรูปนี้ก็จะเป็น Global Bank Client Baseline หรือโครงสร้างพื้นฐานของระบบ สำหรับให้นักพัฒนานำไปใช้พัฒนาแอพพลิเคชันของตนเองต่อไป
สำหรับส่วนที่อยู่ทางขวามือนั้นก็จะเป็นแอพพลิเคชัน Retail e-Banking และ Mortgage System ซึ่งทั้งสองระบบจะใช้โครงสร้างพื้นฐานของ Global Bank Web Client Baseline ร่วมกัน ซึ่งจะเห็นได้จากมีลูกศรวกกลับมาที่ตรงกลาง ซึ่งก็หมายถึงส่วนต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นมา และสามารถนำกลับมาปรับปรุง เพิ่มเติม และแก้ไขได้โดยไม่กระทบกับการพัฒนาแอพพลิเคชัน (ถ้าเราออกแบบดีแล้วนะครับ ตรงนี้ก็จะเป็นประสบการณ์รวมกับ Guidance ที่เขาให้มา) เป็นอย่างไรบ้างครับมาถึงตรงนี้เห็นหรือยังว่าเราสามารถพัฒนาเฟรมเวิร์คอย่างมืออาชีพได้โดยไม่ต้องพึ่ง Architects จากเมืองนอก เราจะอาศัย Guidance ของ Web Client Software Factory เป็นเครื่องนำทาง ซึ่งต่อไปนี้เราจะศึกษา Guidance ดังกล่าวในแบบเจาะลึกนั่นเอง
สำหรับสิ่งที่ให้มาพร้อมกับ Patterns & Practices ของ Web Client Software Factory นั้นสามารถแสดงให้เห็นดังในรูปที่ 4 ดังนี้
รูปที่ 2: Web Client Software Factory Asset
จากรูปที่ 2 นี้เป็นสิ่งที่ให้มาพร้อมกับ Web Client Software Factory ซึ่งจะประกอบด้วยชุดเครื่องมือต่างๆ และเปรียบเสมือนกับเป็น สินทรัพย์ชิ้นส่วนซอฟต์แวร์ (Software Assets) ที่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาเว็บแอพพลิเคชัน ดังนั้นสินทรัพย์ชิ้นส่วนซอฟต์แวร์ตรงนี้ สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคอว่ามันมีมูลค่า เนื่องจากมีการยอมรับในกลุ่มนักพัฒนาทั่วโลก และถูกพัฒนามาจากรูปแบบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ สำหรับชุดของสินทรัพย์ชิ้นส่วนซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะมีดังนี้คือ
·
นอกจากนั้นก็ยังมีเอกสารที่เป็น แนวคิดทางเทคนิค (Technical Concept) จัดได้ว่าเป็นที่มาที่ไปของการสร้างคำแนะนำมาตรฐานดังกล่าว โดยอิงอยู่บนความรู้ทางวิชาการด้านการพัฒนาสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ ซึ่งก็จะมีเรื่องการออกแบบระบบงานให้เป็นโมดูล (Modularity) การตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง (Validation) วิธีการค้นหาข้อมูล (Search) การทำ AutoCompletion และความสามารถในการทดสอบงานโดยแบ่งแยกหน้าจอและส่วนโลจิกออกจากกัน (Views Testability)
เป็นอย่างไรบ้างครับ พอได้ยินส่วนต่างๆ ที่มาพร้องกับชุดของ Web Client Software Factory แล้ว สิ่งเหล่านี้นี่แหละที่เขาเรียกว่า สินทรัพย์ชิ้นส่วนซอฟต์แวร์ (Software Asset) ก็คอยติดตามตอนต่อไปครับ
|
|
Joausal |
วันที่ส่ง: 20 ธ.ค. 52 21:38 GMT+7 วันที่ปรับล่าสุด: 6 ม.ค. 53 14:17 GMT+7 |
|
|
nano |
วันที่ส่ง: 22 ธ.ค. 52 20:29 GMT+7 วันที่ปรับล่าสุด: 22 ธ.ค. 52 20:29 GMT+7 |
|
|
giffy2499 |
วันที่ส่ง: 22 ธ.ค. 52 21:39 GMT+7 วันที่ปรับล่าสุด: 22 ธ.ค. 52 21:39 GMT+7 |
|
|
apidesh |
วันที่ส่ง: 25 ธ.ค. 52 14:58 GMT+7 วันที่ปรับล่าสุด: 25 ธ.ค. 52 14:58 GMT+7 |
|
|
jaonums |
วันที่ส่ง: 6 ม.ค. 53 14:17 GMT+7 วันที่ปรับล่าสุด: 6 ม.ค. 53 14:17 GMT+7 |
|
เรียน .NET/OOAD กับ อ.สุเทพ (surrealist) Microsoft Most Valuable Professional (MVP): |
![]() ลงทะเบียนเรียน |